วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญและเป็นที่เคารพสักการะมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ และถือเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่เลยก็ว่าได้
ประวัติความเป็นมา
สร้างขึ้นในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. 1929 (บางข้อมูลระบุ พ.ศ. 1927)
ตำนานเล่าว่าพระองค์ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ที่ได้มาจากสุโขทัยมาประดิษฐานไว้ โดยการเสี่ยงทายด้วยช้างมงคล ช้างได้เดินขึ้นมาบนยอดดอยสุเทพและหยุดลง ณ จุดที่ตั้งขององค์พระธาตุปัจจุบัน จากนั้นช้างก็ล้มลงสิ้นชีวิต พญากือนาจึงมีรับสั่งให้สร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ ที่แห่งนั้น มีการบูรณะและพัฒนาวัดมาอย่างต่อเนื่องในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะการสร้างถนนขึ้นสู่วัดโดยครูบาศรีวิชัย "นักบุญแห่งล้านนา" ในปี พ.ศ. 2477 (ใช้เวลาสร้าง 5 เดือนกับ 5 วัน)
สิ่งสำวัดคัญภายใน
องค์พระธาตุเจดีย์สีทอง : เป็นเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูง ย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยม ปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
บันไดนาค 306 ขั้น : เป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่สำคัญของการขึ้นสู่วัด นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนนิยมเดินขึ้นบันไดนาคที่ ประดับด้วยพญานาคเจ็ดเศียรอย่างสวยงาม
จุดชมทิวทัศน์ : บริเวณลานรอบองค์พระธาตุเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ได้กว้างไกล
วิหารและอุโบสถ : มีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาที่งดงามตามแบบศิลปะล้านนา
การเดินทางและการเยี่ยมชม
ที่ตั้ง : อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 15 กิโลเมตร
ภาหนะ : สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถสองแถว หรือรถแท็กซี่
มีบริการรถกระเช้าไฟฟ้าขึ้น-ลง โดยมีค่าบริการ (คนไทย 20 บาท, ชาวต่างชาติ 50 บาท)
เวลาทำการ : โดยทั่วไป เปิดทำการประมาณ 05.00 - 21.00 น. (รถกระเช้าประมาณ 05.30 - 20.00 น.)
ประวัติความมาเป็น
พ.ศ. 1230 วัดพระธาตุดอยคำสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี กษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูนในปัจจุบัน) โดยพระโอรสทั้งสองพระองค์คือ เจ้ามหันตยศ และ เจ้าอนันตยศ เป็นผู้สร้างขึ้น
ชื่อเดิม: เดิมวัดนี้มีชื่อว่า "วัดสุวรรณบรรพต" แต่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "วัดดอยคำ" ซึ่งมีความหมายว่า "ภูเขาทองคำ"
พระบรมสารีริกธาตุ: วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยตำนานเล่าว่าเทวดาได้นำพระเกศาธาตุ (เส้นผม) ที่พระพุทธเจ้าประทานแก่ปู่แสะและย่าแสะ (ยักษ์คู่สามีภรรยาผู้ปกปักรักษาดอยคำ) มาฝังและก่อสถูปไว้บนดอยแห่งนี้ ก่อนที่พระโอรสของพระนางจามเทวีจะมาก่อเจดีย์ครอบทับสถูปเดิม
สิ่งสำวัดคัญภายใน
หลวงพ่อทันใจ : เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารของวัด มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของการให้พรและดลบันดาลให้คำอธิษฐานสำเร็จผล "ทันใจ" ซึ่งผู้คนนิยมมาขอพรในเรื่องการงาน การเงิน โชคลาภ การค้าขาย และสุขภาพ เมื่อสมหวังแล้ว จะมีการแก้บนด้วยพวงมาลัยดอกมะลิจำนวนมาก (โดยทั่วไปคือ 50 พวงขึ้นไป) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้
พระธาตุดอยคำ : องค์พระธาตุเจดีย์สีทองอร่ามเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ได้มาสักการะ
ปู่แสะ-ย่าแสะ : ในตำนานพื้นเมืองของเชียงใหม่ ดอยคำเป็นที่สถิตของปู่แสะและย่าแสะ ซึ่งเป็นผียักษ์ผู้ปกปักรักษาพื้นที่ และมีการประกอบพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์เป็นประจำทุกปี
การเดินทางและการเยี่ยมชม:
ที่ตั้ง : วัดพระธาตุดอยคำตั้งอยู่บนดอยคำ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 10 กิโลเมตร
พาหนะ : สามารถขับรถยนต์ส่วนตัว รถแดง สองแถวสามารถเหมาหรือใช้บริการรถสองแถวจากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปได้/แท็กซี่
เวลาทำการ : โดยทั่วไปวัดเปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00 น. - 18.00 น.
ในปี พ.ศ. 2534 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประสานงานกับสหภาพวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ (ICSU ไทย) ได้เล็งเห็นว่าประเทศไทยมีทรัพยากรพรรณพืชหลากหลายกว่า 15,000 ชนิด ซึ่งล้วนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและยา แต่ยังขาดการศึกษาและวิจัยอย่างจริงจังเกี่ยวกับการนำพืชเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดแนวคิดในการจัดตั้ง "องค์การสวนพฤกษศาสตร์" ขึ้น เพื่อส่งเสริมงานวิจัยเกี่ยวกับการขยายพันธุ์และอนุรักษ์พันธุ์พืช
การก่อตั้งและชื่อเดิม
พ.ศ. 2535: ได้มีการจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ขึ้น และได้เริ่มจัดตั้ง "สวนพฤกษศาสตร์แม่สา" ขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยเดิมสังกัดกรมป่าไม้ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการบริหารงานขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ (อสพ.)
พ.ศ. 2537: เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ครบ 5 รอบ คณะรัฐมนตรีได้น้อมเกล้าฯ ถวายองค์การสวนพฤกษศาสตร์เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ และได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยตั้งเป็นนามสวนพฤกษศาสตร์ของโครงการ
พ.ศ. 2537 (ภายหลัง พ.ศ. 2542 ตามข้อมูลบางแหล่ง): ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์"
พ.ศ. 2545: รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยนำหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงกันมารวมกัน องค์การสวนพฤกษศาสตร์จึงได้โอนย้ายจากสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มาสังกัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชกฤษฎีกา
บทบาทและความสำคัญ
สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เป็นสถาบันทางวิชาการที่สำคัญ มีบทบาทหลักในการ:
อนุรักษ์พรรณพืช: เป็นแหล่งรวบรวมพรรณไม้หลากหลายชนิด ทั้งพืชพื้นเมืองและพืชต่างถิ่น โดยเฉพาะพืชหายากของไทย
การศึกษาวิจัย: เป็นศูนย์กลางการค้นคว้าวิจัยทางด้านพฤกษศาสตร์
การให้ความรู้: เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและพฤกษศาสตร์สำหรับประชาชนและเยาวชน
การส่งเสริมการท่องเที่ยว: เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการจัดแสดงพรรณไม้ที่สวยงามและเป็นระบบ เช่น เรือนกระจกขนาดใหญ่ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ 100 หมู่ 9 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180
เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 น. ถึง 16:30 น.
ประวัติ
พ.ศ. 1837 (ค.ศ. 1294): วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พญามังรายมหาราช กษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนาและเมืองเชียงใหม่ โดยโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระมหาเถรจันทร์ ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอกในขณะนั้น
ที่มาของชื่อ "อุโมงค์": วัดได้รับพระราชทานนามว่า "วัดอุโมงค์" เนื่องจากมีการขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่ในเนินดินเพื่อใช้เป็นทางเดินและห้องสำหรับพระสงฆ์ปฏิบัติธรรม ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก อุโมงค์นี้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในอดีต: วัดอุโมงค์เคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำคัญ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้ากือนา (กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20) พระเจ้ากือนาและพระสุมนเถระ: พระเจ้ากือนาทรงนิมนต์ พระสุมนเถระ พระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิจากสุโขทัย ซึ่งนำเอาพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์แบบใหม่เข้ามาเผยแผ่ในล้านนา ให้มาจำพรรษาที่วัดนี้ ซึ่งส่งผลให้วัดอุโมงค์เป็นหนึ่งในวัดแรกๆ ที่เผยแผ่พุทธศาสนาสายลังกาวงศ์ในภาคเหนือ หลังจากช่วงเวลาอันรุ่งเรือง วัดอุโมงค์ได้ถูกทิ้งร้างไปนานหลายศตวรรษ อาจเป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมืองหรือภัยสงคราม ทำให้วัดทรุดโทรมและถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้
พ.ศ. 2492: ได้มีการฟื้นฟูวัดอุโมงค์ขึ้นมาอีกครั้ง โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) และ พระธัมมทินโนภิกขุ (ภิกษุชาวอังกฤษ) ได้เข้ามาใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและเผยแผ่ธรรมะ โดยเน้นการสอนวิปัสสนากรรมฐานและแนวคิดพุทธธรรมตามหลักการของสวนโมกขพลาราม ทำให้วัดอุโมงค์กลับมาเป็นที่รู้จักในฐานะ "สวนพุทธธรรม"
วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม ยังคงเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ เน้นการเจริญสติภาวนา และเป็นสถานที่สงบเงียบที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติป่าไม้ เหมาะแก่การมาพักผ่อนจิตใจและศึกษาธรรมะ นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่น่าสนใจ เช่น เจดีย์ อุโมงค์ และบ่อน้ำโบราณ
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ 135 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 04:00 - 20:00 น.
ประวัติ
อ่างแก้วเริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2505 เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการ กักเก็บน้ำไว้ใช้ในการประปาภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งกำลังจะเปิดทำการในปี พ.ศ. 2507 อ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีความจุประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร โดยแหล่งน้ำที่ไหลลงสู่อ่างแก้วมาจากลุ่มน้ำห้วยแก้วที่ดอยสุเทพ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ กรมชลประทานได้ตั้งชื่ออ่างเก็บน้ำแห่งนี้ว่า "อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว" ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "อ่างแก้ว" หรือ "อ่างแก้ว มช."
วิสัยทัศน์และการพัฒนา
ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นคณะกรรมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในขณะนั้น ได้เล็งเห็นถึงชัยภูมิที่เหมาะสมของบริเวณนี้ว่าเป็นพื้นที่ลุ่มตีนดอยสุเทพ และหากมีอ่างเก็บน้ำจะสามารถมองเห็นวิวดอยสุเทพเป็นฉากหลัง ซึ่งมีความงดงามอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
การดูแลรักษาและวิวัฒนาการ
การก่อสร้างและการบำรุงรักษาอ่างแก้วในยุคแรกไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นสันเขื่อนดินที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ต้องคอยตกแต่งอุดช่องดินที่ถูกน้ำฝนชะหลุดหาย ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท ทำให้ "อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว" ที่สร้างขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว กลายมาเป็น "อ่างแก้ว" ที่งดงามและเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน
บทบาทในปัจจุบัน
จากอ่างเก็บน้ำเพื่อการใช้งานภายในมหาวิทยาลัย อ่างแก้วได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงบทบาทไปเป็น:
สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ: เป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมสำหรับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป
แหล่งออกกำลังกาย: มีทางเดินและลานหญ้าที่เหมาะสำหรับการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน
จุดชมวิวและถ่ายภาพ: ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม มีดอยสุเทพเป็นฉากหลัง และผืนน้ำที่สะท้อนเงา ทำให้เป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยม โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตก แหล่งรวมกิจกรรม: มีการจัดกิจกรรมต่างๆ และเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างมากขึ้น ทั้งการพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น หรือการรวมกลุ่มทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซอยสุโขทัย 5 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200
เวลาทำการ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05:00 น. - 22:00 น.